ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ผลิตภัณท์
dot
bulletอัตราค่าขนส่ง




ประวัติของบริษัทเรา

   ออกรายการ SMART FOCUS   

 


 

ที่มา: บทสัมภาษณ์  THAILAND ONLINE FOCUS  

ถ้าเรากล้าคิด ทุกอย่างเป็นไปได้

                 สองคนรุ่นใหม่ผู้ปลุกปั้น SC House Factory บริษัทและโรงงานผลิตบ้านสำเร็จรูป ระบบโมดูลาร์ ธุรกิจใหม่เอี่ยมของวงการ ให้กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยภายในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปี

                 ก่อนหน้านี้ไม่ถึงหนึ่งปี ถ้าพูดถึงคำว่า ‘บ้านโมดูลาร์’ บอกได้เลยว่าไม่มีคนไทยรู้จัก

                 แต่เมื่อกอล์ฟ และหนึ่ง คนตัวเล็กๆ สองคนที่มีหัวใจรักการทำธุรกิจ ได้อาศัยช่วงวิกฤติ พลิกให้เป็นโอกาสในการทำสิ่งใหม่ๆ คำว่าบ้านโมดูลาร์ หรือบ้านสำเร็จรูป ก็กลายเป็นธุรกิจใหม่ในเมืองไทยที่น่าจับตามอง แต่ที่น่าจับตามองที่สุดคือพวกเขาเป็นใคร และมีแนวคิดอะไรในการทำธุรกิจนี้ให้เติบโตขึ้นมาได้

                ย้อนกลับไปในวัยเด็ก กอล์ฟเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงสีข้าว จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยความที่บ้านค่อนข้างมีฐานะดี กอล์ฟจึงเป็นเด็กที่สนใจการเล่นเกม และสนุกสนานกับการเล่นดนตรี มากกว่าการเรียน แม้ว่าการทำธุรกิจจะไม่เคยเป็นความฝันของเขา แต่กอล์ฟก็รู้ตัวดีว่าวันหนึ่งเขาอาจต้องมาสืบทอดกิจการของที่บ้าน กอล์ฟได้รู้จักกับหนึ่ง สาวผู้เติบโตมาในครอบครัวที่แตกต่าง เนื่องจากพ่อของเธอรับราชการมาตลอด ทั้งสองตกลงใจแต่งงานกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจของพวกเขาทั้งสองหลังจากเรียนจบ

                แต่ด้วยนิสัยที่ชอบคิดนอกกรอบ แทนที่พวกเขาจะมาสืบทอดกิจการโรงสีข้าวของพ่อแม่แบบสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก กอล์ฟกลับเลือกเดินทางของตัวเอง ด้วยการคิดหาธุรกิจที่จะลงตัวกับความเป็นตัวเองมากที่สุด

                “ธุรกิจโรงสีข้าวเมื่อก่อนบูมมาก ที่บ้านก็ลงทุนไปค่อนข้างเยอะ อยากให้ลูกหลานมาสืบทอดต่อ แต่คุณกอล์ฟก็คิดนอกกรอบ เหตุผลก็คือในธุรกิจโรงสีข้าวมีระบบหุ้นส่วน เราไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดได้ พอเราคิดอยากลองทำการตลาดเชิงรุกแบบคนสมัยใหม่ คนรุ่นเก่าก็รับไม่ได้ เลยออกมาทำของตัวเองดีกว่า เหมือนได้ทดลองออกไอเดียของเราได้เต็มที่” คุณหนึ่งเล่าที่มาของการเดินออกนอกกรอบให้ฟัง    การลองผิดลองถูกในธุรกิจหลายแบบ ทำให้พวกเขาได้บทเรียนสำคัญ นั่นคือการเรียนรู้ตัวเอง

                 “ตอนแรกผมทำโรงงานเหล้าบ้าง เลี้ยงเป็ดบ้าง ขายเสื้อผ้าด้วย ทำต่างๆ นานา เยอะมาก ทดลองทุกอย่างว่าอะไรมันคือตัวตนของเรา เหมือนตอนแรกผมไม่มีจุดยืนเลยว่าจะทำธุรกิจนี้ให้โตไปยังไง สมัยก่อนทำได้สักพักนึงก็จะอยู่ได้แค่ตรงนั้น อย่างโรงเหล้า ทำไปสักพัก ไปอ่านหนังสือพระไตรปิฎก เขาบอกว่าการขายเหล้ามันบาป ผมกลับมาถามหนึ่งว่าขายเหล้าบาปไหม หนึ่งก็ตอบว่าถ้าเขาเขียนว่าบาป ก็คงบาป ก็เลยเลิก เชื่อไหมว่าเลิกเพราะอ่านหนังสือเล่มนั้นจริงๆ”

                 กอล์ฟและหนึ่งตัดสินใจหยุดธุรกิจนั้นไว้ แล้วเปลี่ยนมาทำห้องซ้อมดนตรี อาศัยว่าตัวเองเคยเล่นดนตรีมาก่อน กอล์ฟคิดว่าการเอาสิ่งที่รักมาทำเป็นงานน่าจะดีและมีความสุข เขาใช้พื้นที่ตึกแถวของครอบครัวที่ยังว่างอยู่ ปรับปรุงให้กลายเป็นห้องซ้อมดนตรี 4 ห้อง ด้วยพื้นฐานฐานะที่ดี เลยทำให้เขาคิดไอเดียมาต่อยอดให้กลายเป็นห้องซ้อมดนตรีที่แปลกที่สุดในจังหวัด และมีคนใช้บริการเยอะที่สุด

                ความคิดของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น พวกเขายังอาศัยห้องแถวที่ว่างของครอบครัว มาต่อยอดเป็นธุรกิจอีก 2 อย่าง ได้แก่ ธุรกิจร้านขายเสื้อผ้า และร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทั้งสองธุรกิจนี้ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะก้าวผ่านอุปสรรคและความล้มเหลวอย่างแท้จริง

                “ในอำเภอชุมแสง ส่วนใหญ่ยังไม่มีร้านเสื้อผ้าติดแอร์ พวกเราก็ไปเปิดเป็นร้านแรกในชุมแสง เราต้องเข้ากรุงเทพฯ มาซื้อเสื้อผ้าที่ประตูน้ำและสำเพ็งแต่เช้ามืดถึงเย็น ต้องซื้อเยอะเพราะร้านเราใหญ่มาก เดินทางกลับมาถึงบ้านก็เหนื่อยมาก ถึงจะขายดีแต่ตอนนี้ก็ตั้งใจจะหยุดกิจการเสื้อผ้าไปก่อน เพราะเวลาที่เรามีให้มันน้อย เลยต้องหยุดแน่นอน

                ส่วนร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เป็นธุรกิจที่สอนเราได้เยอะมาก เรื่องของการวางระบบ การขยายสาขา เป็นธุรกิจที่ทำให้ความคิดเราโต เราทำแบบครบวงจร มีตู้น้ำ เครื่องเติมเงิน เครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการตอนแรกเรามีสาขาเดียว รู้สึกว่าเงินมันเล็กน้อยมากที่ได้มา เลยเปิดขยายเป็น 6 สาขา ปรากฏว่าช่วงวิกฤติน้ำท่วม บูมมาก ตอนแรกชาวบ้านก็เตือนเราว่าเขามีกันทุกบ้านแล้ว อย่าไปทำ ปรากฏว่าคนที่เขาต้องการก็มี ตอนนี้คู่แข่งก็ตามไม่ทันแล้ว”

                 ทั้งๆ ที่มีธุรกิจอยู่ในมือมากมายจนเหมือนว่าอยู่ได้สบายๆ แต่แล้วจุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง เมื่อโชคชะตาเล่นตลก ทำให้กอล์ฟและหนึ่งต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อช่วยกู้วิฏฤติทางเศรษฐกิจของกิจการของครอบครัว

                  “มันเกิดจากวิกฤติ เนื่องจากช่วงก่อนรัฐบาลไม่มีรับจำนำข้าว ที่บ้านผมกู้เงินมาแต่ไม่มีคนมาเช่า มันเลยกลายเป็นหนี้ของครอบครัวเยอะ ตัวเราเองถึงไม่ได้ไปช่วยทำโดยตรง แต่เราก็ได้รับผลกระทบเยอะ รู้สึกว่าเตี่ย (พ่อ) ไม่สบายใจเพราะทุกคนมีปัญหาเรื่องเงิน เหมือนเป็นแรงกดดันที่ทำให้เราต้องมีธุรกิจอะไรสักอย่างที่ต้องประสบความสำเร็จมากๆ เพื่อจะมาช่วยธุรกิจของครอบครัวให้ได้”

ธุรกิจแรกที่พวกเขาทั้งสองคิดว่าจะทำ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงิน นั่นคือ รีสอร์ท

                “ตอนแรกคิดจะทำบ้านดิน พอเจอช่วงน้ำท่วมสูงก็คิดว่าดีนะที่ยังไม่ได้ปั้น เลยเปลี่ยนมาเป็นบ้าน knock down แทน เดี๋ยวนี้รีสอร์ทเล็กๆ ที่ประหยัดงบประมาณมีเยอะ ไปวนดูจังหวัดต่างๆ สัก 10 ที่ได้ ถามราคา ถามโครงสร้าง เพื่อจะหาอันที่ดีที่สุด ประหยัดที่สุด และเหมาะกับเรามากที่สุด และมีสไตล์ของตัวเอง จะต้องนอกกรอบ ไม่เหมือนใคร

                 เราเจ๊งไม่ได้ เราไม่มีเงินทุนแล้ว แต่เราเชื่อว่าถ้าเราคิดเล็ก ต้นทุนก็เท่ากัน ถ้าเรากล้าคิด ทุกอย่างเป็นไปได้”

                 และนั่นคือที่มาที่ทำให้พวกเขาได้รู้จักกับบ้านโมดูลาร์เป็นครั้งแรก การต่อสู้กับวิกฤติของครอบครัวของพวกเขานั้นผ่านพ้นไปได้อย่างไร และโดยวิธีไหน รอติดตามอ่านได้ในตอนต่อไป... 

ตอนที่ 2                         


ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่มีวันได้ลูกเสือหรอก

                   สองคนรุ่นใหม่ผู้ปลุกปั้น SC House Factory บริษัทและโรงงานผลิตบ้านสำเร็จรูป ระบบโมดูลาร์ ธุรกิจใหม่เอี่ยมของวงการ ให้กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยภายในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปี ตอนที่ 2 (จบ)

 

                  หลังโชคชะตา พากอล์ฟและหนึ่งมารู้จักกับบ้านสำเร็จรูป ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในการสร้างรีสอร์ท แต่ก็ยังพบอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พวกเขาเกือบท้อไปเหมือนกัน นั่นคือเรื่องรูปแบบที่แต่ละที่ก็มีข้อเสียแตกต่างกันไป

                “เราเจอข้อเสียของทุกที่ หนึ่ง แบบที่ถูกใจเราจะราคาสูง แบบที่เหมือนจะถูกใจก็จะไม่มีห้องน้ำ ไม่เดินไฟให้ เราจะต้องมาเสียเวลาหาช่าง เสี่ยงว่าช่างจะทำออกมาดีไหม ไม่ลงตัว เตี่ยก็เลยบอกว่าในเมื่อที่ไหนก็ไม่ถูกใจ ก็เอาทุกอย่างมารวมกันแล้วทำเป็นของเรา เตี่ยมีพื้นฐานของช่าง เตี่ยเลยลงมือเขียนแบบให้ ออกมาเป็นแบบที่เห็นในปัจจุบัน แต่เราก็พัฒนาใส่ลูกเล่นเพิ่มเติม ให้วิศวกรช่วยดู ทำออกมาเป็นรีสอร์ทหลังแรก”

                กอล์ฟและหนึ่งคิดว่าธุรกิจนี้น่าจะทำให้ครอบครัวของพวกเขาได้เงินเป็นก้อนเพื่อมาส่งจ่ายให้กับธนาคารเพื่อชดใช้หนี้ได้ทันในแต่ละเดือน แต่หลังจากคำนวณรายได้และรายจ่าย กลับพบว่ารีสอร์ทอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ ธุรกิจครอบครัวก็คงไปไม่รอด และจะเกิดวิกฤติแน่นอน เมื่อนำบ้านไปตั้งโชว์ครั้งแรก จึงต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน เพื่อเอาชนะวิกฤติไปให้ได้

                “เราคิดว่าไหนๆ เราก็กำลังต้องการเงินมาช่วยธุรกิจครอบครัว ทำไมไม่ลองขายไปดูก่อน ถ้าไม่ขาย ยังไงเราก็ขับรายจ่ายไม่ทัน ทุกอย่างต้องรอธุรกิจรีสอร์ทกับตู้น้ำอย่างเดียว ตอนเราเอาไปตั้งโชว์ในงานวันเกิดเจ้าพ่อเจ้าแม่ชุมแสง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนนับถือและศรัทธามาก เราก็ยกมือไหว้ท่านและบอกว่าขอให้ลูกประสบความสำเร็จ แล้วลูกจะช่วยเป็นสปอนเซอร์ในงานนี้ 2 แสนบาท แล้วเราก็เอาบ้านมาตั้ง ลุ้นว่าถ้ามีคนจอง รายได้เรามีถึง เราจะเอาเงินไปช่วยงานเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ปรากฏว่าในงานมีคนมาจองทั้งหมด 6 หลัง และเราสามารถเอาเงินมาช่วยงานได้ในที่สุด” หนึ่งเล่าที่มา ซึ่งความกล้าได้กล้าเสียของพวกเขา กลายเป็นต้นกำเนิดของธุรกิจบ้านโมดูลาร์ในที่สุด

                เพียง 1 เดือนหลังเปิดธุรกิจ พวกเขาตัดสินใจเข้าถ้ำเสือด้วยการมาออกบูธที่เมืองทองธานี ท่ามกลางคำสบประมาทของคนอื่น

                “ตอนแรกเน้นการตลาดเชิงรุก เราไปออกบูธที่เมืองทองธานีเลย เพราะคิดว่า ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่มีวันได้ลูกเสือหรอก บางคนบอกว่า โห เพิ่งทำธุรกิจ เข้าบูธเมืองทองเลยเหรอ ทุกคนจะตกใจหมดเลย แต่ถ้า

เราไม่หาออร์เดอร์มาให้ได้ แล้วลูกน้องเราจะอยู่ได้ยังไง เรารุกไปออกบูธตามตลาดต่างจังหวัดด้วย และห้างสรรพสินค้า จะมีการจัดบูธต่อเนื่องเลยเพื่อให้ลูกค้ารู้จักเรามากที่สุด”

           

           ธุรกิจบ้านโมดูลาร์เป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่กับวงการ โชคดีที่กอล์ฟมักจะค้นคว้าความรู้จากหนังสือ ทำให้สามารถต่อสู้อุปสรรคมาได้ ธุรกิจของพวกเขาตอนแรกมีลูกน้องเพียง 4 คน ภายในสามเดือนจึงเติบโตจนมีลูกน้องเพิ่มมาเป็น 40-50 การทำธุรกิจที่มีคนครึ่งร้อยมาเป็นลูกน้อง เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายสำหรับพวกเขาเลย

 

จนกระทั่งวันหนึ่งที่พวกเขาค้นพบพลังของสื่อออนไลน์

                 “ตอนแรกที่ทำ google advert เราก็คิดในว่าจะได้ผลเหรอ แต่ถามว่าสำหรับพวกเรา อะไรก็เสี่ยงได้แล้ว อย่างน้อยถ้ามันไม่ดีเราก็หยุดได้ เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันคืออะไร เราไม่เคยจับสื่อออนไลน์ ไม่เคยรู้ข้อดีมาก่อน เราก็ไปศึกษาเพิ่มเติม แล้วสุดท้ายเราก็ตกลงลองดู พอได้มาลองใช้บริการก็รู้สึกว่า iTopplus ให้โอกาสเรา ไม่ว่าจะบริษัทใหญ่ แบรนด์ชั้นนำ ลูกค้าที่อยู่ไกลก็มาสนใจสินค้าของ SC house มากขึ้น งานบางงานได้มาใหญ่มากอย่างล่าสุด ทาง 7-eleven เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ให้เกียรติกับทางเราให้ไปติดตั้ง

 

ร้านค้ามินิเซเว่น เป็นบ้าน 2 ชั้นสำหรับงานที่เมืองทองธานี เราก็รู้สึกเป็นเกียรติมาก

                 ผมคิดว่าสื่อออนไลน์มีผลมากๆ กับการทำธุรกิจ SMEs ในปัจจุบันนะ เพราะทำให้ลูกค้าที่มีความต้องการที่ตรงกัน แต่อยู่ห่างไกลกัน ได้โคจรมาเจอกัน เพราะบางครั้งเราไม่สามารถออกบูธทุกจังหวัด ทั่วประเทศได้ ต่อให้ออกได้ก็ยังมีลูกค้าที่ไม่ได้ออกมาดูหรือทำความรู้จักกับเราอีกมากมาย”

                นอกจากได้ลูกค้าเพิ่มมาเป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ ที่ต้องการบ้านสำเร็จรูปขนาดเล็กๆ เป็นมุมพักผ่อนเพิ่มเติมในบ้านจัดสรร ข้อมูลสถิติจาก google ยังช่วยให้พวกเขาได้วิเคราะห์ตลาดว่าปัจจุบันคนสนใจอะไรมากที่สุด และนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างและดียิ่งขึ้นอีกด้วย

                “ความฝันผมค่อนข้างใหญ่ แต่ผมมองธุรกิจตัวนี้มีอนาคตมาก ตลาดที่อยู่อาศัยขนาดเล็กมีลูกค้าให้ความสนใจและต้องการเยอะ มีคนทำบ้านไม้แบบไทยๆ อยู่เยอะ แต่ในใจของเราคิดว่าถ้าเราทำบ้านไม้ตามเขา เราตามเขาไม่ทันหรอก เราต้องออกนอกกรอบ เป็นสไตล์ของเรา หนึ่งคือ เราทำโรงงานเองก็พยายามลดขั้นตอนในการทำ ทำให้ลูกค้าได้รับบ้านที่มีราคาถูกลง สองคือใช้วัสดุที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ไม้สังเคราะห์ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่บริษัทที่ผลิตเขาทำมาให้อยู่แล้ว เราแค่ผสมผสานให้เป็นสไตล์ของเราอย่างที่เห็น ลูกค้าก็ได้สิ่งที่ดีที่สุด”

                 ทุกวันนี้ นอกจากฝันที่คิดจะทำแฟรนไชส์รีสอร์ทบ้านโมดูลาร์ พวกเขายังมีเป้าหมายใหญ่กว่านั้น

                 “ตอนนี้เราก็ยังไม่ถือว่าเราประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ที่จริงเราฝันไว้ใหญ่มาก เราเขียน dream sheet ติดบ้านไว้ พอเจออุปสรรคอะไร มันก็จะดูเล็กไปเลย สิ่งที่เราต้องทำมันใหญ่เกินกว่าจะมานั่งเศร้ากับเรื่องเล็กๆ พวกนี้ เป็นมุมมองที่ทำให้เราผ่านไปได้ เราถือว่าเรามาถูกทาง เราบอกตัวเองว่าฝันเราใหญ่ ห้ามล้มเหลว ห้ามท้อแท้ ต้องผ่านไปให้ได้

                 ก่อนหน้านี้ความคิดไม่ใหญ่ คิดว่าเดือนนึงมีแสนเดียวก็พอ พอมาเจอหนังสือนี้ เราตั้งเป้าไว้ใหญ่ ทำให้ธุรกิจเราโตเร็วมาก เรากำหนดปีไว้ด้วยว่า 10 ปีว่าเราอยากได้ตัวเลขเท่าไหร่ ตอนแรกก็ไม่เชื่อว่าจะทำได้นะ คิดด้วยว่าสามีเราบ้าหรือเปล่า พอติดไปครึ่งเดือน เราก็เริ่มเชื่อ ทำให้จิตใต้สำนึกเราคิดตามไปแล้ว เพราะเขาติดไปทั่วบ้านเลย” หนึ่งเล่าพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะ

                 ด้วยวิธีคิดแบบคนรุ่นใหม่ พร้อมแรงผลักดันในกลยุทธ์ทางการตลาดในอินเตอร์เน็ต ทำให้วันนี้หนึ่งและกอล์ฟเป็นคนรุ่นใหม่ เจ้าของธุรกิจที่น่าจับตามองที่สุด

และสอนให้เรารู้ว่า การไปให้ถึงฝัน ไม่ใช่เรื่องที่คนเราจะทำไม่ได้

 


********************************************************************************************************************************************************************************************************







อีเมลล์ : schouse.factory@gmail.com เว็บไซต์ : http://www.schousefactory.com